บทความ

ฝ้าฮอร์โมนเกิดจากอะไร? เรียนรู้สาเหตุพร้อมวิธีรักษาให้ฝ้าดูจางลง เพื่อผิวกระจ่างใส

ฝ้าฮอร์โมน

“ฝ้าฮอร์โมน” หนึ่งในปัญหาผิวที่พบเจอได้บ่อยและไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ การเกิดฝ้าสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากความผิดปกติของเม็ดสีผิว รวมถึงความผิดปกติของระดับฮอร์โมนที่เข้าไปกระตุ้นเม็ดสีใต้ชั้นผิวหนัง แม้ไม่ก่อให้เกิดความรู้สึกเจ็บปวดแต่ส่งผลต่อความสวยงามและความมั่นใจ ดังนั้น ในบทความนี้ Romrawin Cosmetics จะพาคุณมาทำความรู้จักกับลักษณะฝ้าฮอร์โมนและวิธีรักษาฝ้าฮอร์โมนที่ถูกต้องเพื่อให้รอยฝ้าจางลง ผิวดูกระจ่างใสขึ้น

สารบัญบทความ

ฝ้าฮอร์โมนเกิดจากสาเหตุอะไร?

ฝ้าฮอร์โมนรักษา

ฝ้าฮอร์โมน (Melasma) คือ ฝ้าชนิดหนึ่งที่สามารถพบได้ง่ายบนผิวหน้าบริเวณหน้าผาก จมูก และโหนกแก้ม โดยสาเหตุหลักของฝ้าฮอร์โมนเกิดได้ทั้งจากปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก ซึ่งสามารถพิจารณาได้ดังนี้

  • ความผิดปกติของฮอร์โมน 

ฝ้าฮอร์โมนเกิดจากการทำงานผิดปกติของฮอร์โมนในร่างกาย ทำให้กระตุ้นการผลิตของเม็ดสีใต้ชั้นผิวหนังมากขึ้น โดยเฉพาะฮอร์โมนเพศหญิงอย่างเอสโตรเจน (Estrogen) ซึ่งร่างกายมักผลิตออกมาเป็นจำนวนมากในช่วงระหว่างมีประจำเดือนและภาวะตั้งครรภ์ นอกจากนี้ การรับประทานยาคุมอาจมีส่วนกระตุ้นให้ฮอร์โมนผลิตออกมาสูงขึ้นเช่นกัน สำหรับผู้ที่มีผิวเป็นฝ้าฮอร์โมนอยู่แล้วจะยิ่งทำให้ระดับความเข้มของฝ้าเพิ่มมากขึ้น

  • การใช้เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์บำรุงผิว

เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนผสมของสารกลุ่มพาราเบน สารเคมี ซึ่งเป็นสารที่พบเจอได้บ่อยและใช้ยืดอายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์นับเป็นสิ่งที่กระตุ้นการทำงานของระบบฮอร์โมนในร่างกายได้ รวมถึงการใช้ครีมกันแดดที่มีส่วนผสม Oxybenzone หรือ Octinoxate นอกจากจะทำให้เกิดฝ้าฮอร์โมนแล้วยังส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันด้วยเช่นกัน

  • ช่วงอายุที่เพิ่มมากขึ้น

ผู้ที่มีช่วงอายุระหว่าง 30-40 ปีมีโอกาสเป็นฝ้าเลือด ฝ้าฮอร์โมนสูง เนื่องจากมีสภาพผิวไวต่อแสงแดด มลภาวะ และสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ง่าย รวมถึงระยะเวลาการผลัดเซลล์ผิวที่นานขึ้นตามช่วงอายุ ทำให้ผิวหนังชั้นนอกเกิดการสะสมเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้วซึ่งนำมาสู่การเกิดฝ้าฮอร์โมนได้ง่าย

  • พันธุกรรม

การเกิดฝ้าฮอร์โมนสามารถส่งต่อจากพันธุกรรมของครอบครัวได้ หากพบว่าบุคคลในครอบครัวมีประวัติการเป็นฝ้า ส่งผลให้บุตรมีโอกาสสูงที่จะเป็นฝ้าด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะผู้มีผิวสีเข้มจะมีโอกาสเป็นฝ้าง่ายกว่าผู้ที่มีผิวขาว

  • ความเครียดสะสม

อีกหนึ่งสาเหตุหลักของการเกิดฝ้าฮอร์โมนคือ การสะสมความเครียดเป็นระยะเวลานาน รวมถึงการพักผ่อนไม่เพียงพอ ซึ่งส่งผลต่อระบบการทำงานของฮอร์โมน ทำให้ระดับฮอร์โมนเสียสมดุล ตลอดจนระบบอื่น ๆ ภายในร่างกายทำงานผิดปกติ ยิ่งกระตุ้นการผลิตเม็ดสีของผิวหนังเพิ่มมากขึ้นจนทำให้เกิดฝ้าในที่สุด

ฝ้าชนิดอื่นนอกจากฝ้าฮอร์โมนมีอะไรบ้าง?

นอกเหนือจากฝ้าฮอร์โมนยังมีฝ้าชนิดอื่น ๆ ที่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเพศทุกวัย โดยแต่ละชนิดต่างมีลักษณะฝ้า บริเวณที่ขึ้น และวิธีการรักษาที่แตกต่างจากการรักษาฝ้าฮอร์โมนเล็กน้อย เบื้องต้นสามารถพิจารณาชนิดฝ้าต่าง ๆ ได้ดังนี้

  • ฝ้าแดด 

ฝ้าชนิดหนึ่งที่มีสาเหตุเกิดจากผิวได้รับรังสียูวีจากแสงแดดมากจนเกินไป รวมถึงการสัมผัสแสงจากอุปกรณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นแสงไฟจากหน้าจอโทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์ ซึ่งกระตุ้นให้เกิดการผลิตเม็ดสีเมลานินมากขึ้นนำมาสู่การเกิดฝ้าแดด โดยสามารถเกิดฝ้าได้ทั้งแบบตื้นและลึก การทาครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอเป็นวิธีช่วยป้องกันการเกิดฝ้าชนิดนี้ได้

  • ฝ้าตื้น (Epidermal) 

ฝ้าที่มีลักษณะเป็นรอยสีน้ำตาลคล้ำ ดำ หรือแดงเป็นปื้นที่ผิวหนังชั้นบน ซึ่งก็คือผิวชั้นหนังกำพร้าที่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าได้ ฝ้าตื้นมีสาเหตุการเกิดคล้ายกับฝ้าฮอร์โมน โดยเฉพาะระดับฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงผิดปกติจะยิ่งส่งผลให้เกิดฝ้าขึ้นได้ง่าย การรักษาฝ้าชนิดนี้ทำได้ด้วยการใช้ผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิวเพื่อผลัดเซลล์ผิวเก่าออกและเร่งการสร้างเซลล์ผิวใหม่

  • ฝ้าลึก (Dermal)

ฝ้าฮอร์โมนสามารถเกิดเป็นฝ้าชั้นลึกได้เช่นกัน ซึ่งเป็นฝ้าที่มีลักษณะเป็นรอยสีน้ำตาลอ่อนผสมม่วงหรือสีเทา มีขอบเขตฝ้าไม่ชัดเจนแต่แผ่ขยายเป็นวงกว้าง โดยฝ้าดังกล่าวเกิดขึ้นบนผิวชั้นหนังแท้ใต้ชั้นหนังกำพร้า และไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าได้ทำให้รักษาได้ยากกว่าฝ้าตื้น 

  • ฝ้าเลือด (Telangiectasia)

ฝ้าเลือดเกิดจากการทำงานผิดปกติของเส้นเลือดฝอยบริเวณใบหน้า โดยมีสาเหตุหลักมาจากการสัมผัสกับแสงแดดเป็นเวลานาน ทำให้เซลล์ผิวถูกทำลายและกระตุ้นให้ผลิตเส้นเลือดฝอยมากขึ้นกว่าปกติจนกระจุกตัวอยู่บริเวณที่ผิวเสื่อมสภาพ โดยมีลักษณะเป็นรอยเส้นเลือดปื้นแดงบริเวณโหนกแก้ม บางรายอาจเป็นปื้นสีน้ำตาลเข้มคล้ายกับฝ้าฮอร์โมน

  • ฝ้าผสม (Mixed Melasma) 

ฝ้าผสมเป็นฝ้าที่เกิดบริเวณผิวชั้นหนังแท้และชั้นหนังกำพร้า กล่าวคือ เป็นการเกิดฝ้าผสมระหว่างฝ้าตื้นและฝ้าลึก โดยลักษณะรอบนอกของฝ้าดังกล่าวจะมีขอบสีจาง และฝ้าวงในจะมีความเข้มมากกว่า

ฝ้าฮอร์โมนมีวิธีรักษาอย่างไร?

ฝ้าฮอร์โมนรักษาหายไหม? ฝ้าฮอร์โมนไม่สามารถรักษาให้หายขาด เพราะหากหยุดรักษาก็มีโอกาสกลับมาเป็นฝ้าซ้ำได้ โดยการรักษาควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ผู้ชำนาญการ สำหรับใครที่สงสัยว่าฝ้าฮอร์โมนรักษายังไง Romrawin Cosmetics เราได้รวบรวมวิธีรักษาฝ้าฮอร์โมนมาให้คุณด้านล่างนี้เป็นที่เรียบร้อย ดังนี้

เลเซอร์รักษาฝ้าฮอร์โมน

การเลเซอร์รักษาฝ้าฮอร์โมน เป็นวิธีรักษาฝ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะใช้แสงเลเซอร์ยิงเข้าไปบริเวณชั้นผิวที่เกิดฝ้า เพื่อยับยั้งการทำงานของเซลล์เม็ดสีเมลานินของผิวหนังให้ผลิตเม็ดสีน้อยลง ส่งผลให้ฝ้าฮอร์โมนดูจางลง โดยใช้เวลาพักผิวไม่นาน นอกจากนี้ เลเซอร์บางชนิดยังช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนให้ผิวทำให้ปรับสภาพผิวให้กระจ่างใสขึ้น

ผลัดเซลล์ผิวลดฝ้าฮอร์โมน 

การผลัดเซลล์ผิวจะช่วยกำจัดเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้วและเร่งสร้างเซลล์ผิวใหม่ทดแทน ทำให้รอยฝ้าฮอร์โมนตื้นขึ้น รวมถึงรอยดำจากสิวค่อย ๆ จางลง โดยอาจเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่มีคุณสมบัติผลัดเซลล์ผิวอย่าง AHA หรือ BHA นอกจากนี้ ผู้ประสบปัญหาฝ้าดังกล่าวสามารถเลือกรักษาฝ้าด้วยการใช้สารเคมี Chemical Peeling สำหรับผลัดเซลล์ผิวได้เช่นกัน แต่จะต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้นเนื่องจากมีโอกาสเกิดผลข้างเคียงสูง

ยารักษาฝ้าฮอร์โมน 

การใช้ยารักษาฝ้าฮอร์โมนมีทั้งรูปแบบชนิดทาและชนิดรับประทาน สำหรับชนิดทาโดยปกติจะเป็นครีมรักษาฝ้าฮอร์โมนที่มีส่วนประกอบของเรตินอล (Retinol) อนุพันธ์วิตามินเอที่มีคุณสมบัติเร่งผลัดเซลล์ผิว ช่วยให้รอยฝ้า จุดด่างดำจากรอยสิวและรอยหมองคล้ำดูจางลง สำหรับยากินรักษาฝ้าฮอร์โมนจะเน้นช่วยยับยั้งการผลิตเม็ดสีที่มากจนเกินไปให้อยู่ในระดับเหมาะสม มีส่วนผสมของทรานเน็กซามิก แอซิด (Tranexamic Acid)

ฝ้าฮอร์โมนมีวิธีป้องกันอย่างไรบ้าง?

การเรียนรู้วิธีป้องกันฝ้าฮอร์โมนเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดฝ้า ตลอดจนลดโอกาสการกลับมาเป็นฝ้าซ้ำได้ โดยวิธีป้องกันการเกิดฝ้าสามารถปฏิบัติตามได้ดังต่อไปนี้

  • หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งเป็นเวลานาน และควรทาครีมกันแดดที่มีปริมาณ SPF 30+ ขึ้นไป
  • เลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนผสมของวิตามินรักษาฝ้าฮอร์โมน พร้อมช่วยฟื้นฟูและปลอบประโลมผิวได้ดี เช่น วิตามิน E, K, C, D เป็นต้น
  • หากิจกรรมผ่อนคลายความเครียดพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ฮอร์โมนในร่างกายอยู่ในระดับสมดุล
  • ในกรณีที่ไม่จำเป็น ควรหลีกเลี่ยงการรับฮอร์โมนจากภายนอกหรือยาบางชนิดที่กระตุ้นการทำงานของฮอร์โมน
  • เลือกใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนประกอบอ่อนโยนต่อผิว ไม่มีสารพาราเบน สารเคมี หรือน้ำหอม
  • ดูแลผิวจากภายในสู่ภายนอกด้วยการรับประทานอาหารที่ช่วยบำรุงผิว ประกอบด้วยวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น ผลไม้ชนิดเบอร์รี ผักใบเขียว ธัญพืช เป็นต้น

แนวทางรักษาฝ้าฮอร์โมนด้วยผลิตภัณฑ์ Romrawin Cosmetics เพื่อผิวดูกระจ่างใส

สรุปแล้ว ฝ้าฮอร์โมนเป็นฝ้าชนิดหนึ่งที่มีสาเหตุหลักมาจากความผิดปกติของระดับฮอร์โมน ส่งผลให้เม็ดสีใต้ชั้นผิวหนังถูกผลิตออกมามากเกินไป โดยเฉพาะช่วงมีประจำเดือนหรือภาวะตั้งครรภ์ การเกิดฝ้าชนิดนี้ไม่สามารถรักษาให้หายขาด ทำได้เพียงรักษาให้รอยฝ้าดูจางลงด้วยการเลือกใช้สกินแคร์ที่มีส่วนผสมลดการผลิตเม็ดสีดังเช่น Absolute Light Cream ของ Romrawin Cosmetics โดยควรใช้ร่วมกับ Intensive Serum ที่อุดมไปด้วยสารสกัดจากวิตามิน B3 และสารผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยน เพื่อลดรอยฝ้าพร้อมฟื้นบำรุงผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ